วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สะพานกลับบ้าน

เสรีภาพบนโลกนี้มีจริงหรือ?
หญิงสาวที่พยายามค้นหาอิสรภาพ
มาเติมเต็มจิตวิญญาณที่ขาดหาย เขาจะช่วย
เธอได้ไหม หรือใครจะช่วยตอบคำถามนั้นได้

ภาพจาก https://pixabay.com/th/users/Free-Photos-242387/


สะพานกลับบ้าน 


โกลเดน เกท ตั้งตระหง่านพาดผ่านอ่าวทางตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เพลานี้มองดูราวจะประกาศอิสรภาพแห่งตนไม่มีที่สิ้นสุด โครงเหล็กอันแข็งแกร่งซึ่งฉาบทาด้วยสีแดงเมื่อยามต้องแสงไฟช่างงดงามระยิบระยับดังทองคำสุกเปล่งก็ไม่ปาน ทำให้รถราผู้คนที่สัญจรผ่านไปมามองดูกระจิริดด้อยราคาราวกับมดไร
ถัดจากสะพานไม่ไกล นักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติต่างแข่งกันกดชัตเตอร์อย่างตื่นเต้นสนุกสนาน แต่มีเพียงหญิงสาวรูปร่างผอมบาง ผิวสีแทน ลักษณะบ่งบอกเป็นชาวเอเชียใต้แหงนหน้ามองโกลเดน เกท ราวถูกสะกด มือขวากำกระดาษสีขาวแน่น ขณะที่ริมฝีปากขมุบขมิบราวกับกำลังสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า แต่ดูเหมือนจะช่วยอะไรใม่ได้เลย นอกจากความกลัวที่คืบคลานเข้ายึดครองทั้งสี่ห้องหัวใจ
ข้ามมาสิแพง ไม่มีดอกผีใต้สะพาน
เสียงนั้นแว่วดังขึ้นในห้วงคำนึง หญิงสาวทรุดนั่งกับพื้น น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย
ไม่! แพงไม่ไป ยายบอกว่ามีผีอยู่ใต้สะพาน มันจะกินตับแพง
เสียงเด็กหญิงกรีดร้องขึ้นอีก มันก้องดังอยู่แบบนั้น ในอดีตอันไกลโพ้นที่ยากจะลืมเลือน
……….
ไหน มันอยู่ไหน ผีมันอยู่ไหน?”
เสียงคำรามดังขึ้นด้านหลัง พร้อมกับท่าทางที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก ทำให้ใบหน้าที่เคยบูดเบี้ยวและเปื้อนคราบน้ำตาของเด็กหญิงผ่อนคลายยิ้มร่าขึ้นทันที หล่อนโผกอดหญิงชราราวกับได้พบกับนางฟ้าผู้ใจดี
ยายมาแล้วไม่ต้องกลัว ผีมันหนีหัวหดไปโน่นแล้ว
เสียงดังฉะฉานของนางอย่าว่าแต่ผีเลยที่เกรงกลัว กระทั่งเด็กและผู้ใหญ่ที่ยืนหัวเราะเธอ ยังต้องพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงหนีไปคนละทิศละทาง ยายกลายเป็นตัวแทนแห่งความเชื่อมั่น ศรัทธา เป็นเหมือนตัวแทนแห่งความกล้าหาญ และความยิ่งใหญ่เสมอมา และจะยังคงเป็นความทรงจำที่งดงามเช่นนั้นตลอดไปถ้าหากหล่อนไม่เติบโตขึ้นมารับรู้เรื่องราวใดๆ
แม่กับยายมักจะผลัดเปลี่ยนกันเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังก่อนนอนเสมอ หลายคนในหมู่บ้านคือเพื่อนร่วมชะตากรรมซึ่งอพยพมาจากฝั่งซ้ายหนีสงครามอินโดจีนมาด้วยกัน หญิงสาวหลายรายเพื่อต้องการอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายจึงยอมแต่งงานกับหนุ่มชาวไทย ไม่เว้นแม้แต่แม่ของหล่อน  
เมื่อยายพูดถึงสงคราม สำหรับเด็กตัวเล็กๆ เช่นหล่อนก็ยากที่จะเข้าใจและนึกภาพสงครามที่จบไปนานแล้วออก คิดว่าอาจเป็นเพียงแค่นิทานที่ผู้ใหญ่ปั้นแต่งเพื่อหลอกให้เด็กกลัว จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่ออายุครบเกณฑ์เข้าเรียน จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วสมรภูมิรบไม่เคยจางหาย หากแต่แอบซ่อนในกมลสันดานมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
ลูกลาว ลูกลาว ลูกลาว
เสียงล้อเลียนของเพื่อนๆ มักจะมาพร้อมกับการขว้างปาของก้อนหินแทบทุกวันระหว่างเดินไปโรงเรียนและเดินกลับบ้าน แรกๆ พอยอมรับได้ แต่เมื่อบ่อยขึ้นหล่อนก็อดน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ เมื่อเล่าให้ทุกคนในครอบครัวฟัง ทั้งพ่อแม่และยายมักจะบอกให้หล่อนเข้มแข็งอดทน
หล่อนเป็นเพียงแค่เด็กตัวเล็กๆ สุดจะหยั่งรู้ว่าความเข้มแข้งและพลังใจที่แข็งแกร่งนั้นจะสามารถหาได้จากที่ใด มันเป็นเรื่องโหดร้ายเกินกว่าที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้
มันเป็นลูกลาวอย่าไปคุยกับพวกมัน ลาวอพยพ
หลานยายคำผีปอบ ระวังมันจะกินตับ
ความภาคภูมิใจที่เคยมีต่อยายถูกท้าทาย เพราะลมปากนึกสนุกสนานของคนอื่นทุกวี่วัน ขณะที่ความเข้มแข็งของหล่อนเองก็ดูราวจะถูกหักโค่นวันแล้ววันเล่า ความเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เคยมีเต็มเปี่ยมแทบจะไม่หลงเหลือไว้ให้ชื่นชม
เป็นลาวแล้วมันผิดตรงไหน ฮือ ฮือ
หล่อนเคยวิ่งไปกลางท้องทุ่ง กรีดร้องจนสุดเสียง พร้อมกับปล่อยโฮราวกับคนสติแตก
ในโลกนี้มีผู้คนที่สูญสิ้นแผ่นดินมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องสูญสิ้นศักดิ์ศรีหรือจิตวิญญาณในความเป็นมนุษย์ และหล่อนคนหนึ่งที่จะไม่ยอมอยู่อย่างสิ้นหวังเฉกเช่นคนไม่มีทางไป
เมื่อจบชั้นประถมศึกษาคำแพงตัดสินใจเดินทางจากหมู่บ้าน ทิ้งสมรภูมิรบอันอัปยศอดสูไว้เบื้องหลัง หล่อนไม่เคยลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านได้เลยแม้เพียงวินาทีเดียว แม้ว่าเพื่อนๆ ร่วมรุ่นจะเห็นเป็นเพียงเรื่องเด็กๆ ขำๆ แต่สำหรับหล่อนไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือน กี่ปี แต่เหตุการณ์เหล่านั้นก็ยังเป็นเสมือนสงครามที่สร้างบาดแผลลึกในดวงจิตที่ยากจะลบเลือน
แม้จะมีคนให้โอกาส จ้างเป็นเด็กเสิร์ฟในภัตตาคารหรู แต่ด้วยวุฒิการศึกษาต่ำ รูปร่างผอมบางเหมือนคนขี้โรค อีกทั้งหน้าตาที่ไม่ค่อยสวยนัก แม้จะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่ผู้คนก็ชวนหล่อนทะเลาะไม่เว้นแต่ละวัน สุดท้ายทนไม่ไหวจึงต้องเปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อยๆ
ทุกครั้งที่รู้สึกเหนื่อยล้ากับชีวิตซึ่งไม่เคยรู้ถึงจุดหมายปลายทาง หล่อนมักจะเสาะหาสะพานที่ไหนสักแห่งในตัวเมืองเพื่อเอาไว้ปลดปล่อยตัวเองจากเรื่องวุ่นวายใจทั้งหลาย
ดูราวสมรภูมิรบนี้จะมีเพียงหล่อนที่ยืนหยัดรักษาศักดิ์ศรีที่เหลือเพียงน้อยนิดตามลำพัง มองไปข้างหลัง เห็นยายซึ่งแก่ชราลงทุกวัน นางนิ่งสงบราวกับปลดระวางจากทุกภารกิจแล้วอย่างสิ้นเชิง ส่วนพ่อกับแม่เพียงแต่คอยยืนมองการต่อสู้ของหล่อนอยู่ห่างๆ ราวจะบอกเป็นนัยว่าได้มอบศักดิ์ศรีทั้งหมดให้หล่อนปกป้องเท่าชีวิต
สงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่ายๆ ไม่รู้ว่าจะคุโชนอยู่ในร่างของหล่อนได้ยาวนานสักปานใด หล่อนวาดหวังสักวันจะมีใครสักคนมาร่วมเป็นพันธมิตรต่อสู้ไปด้วยกัน และคืนอันวุ่นวายวันหนึ่งเขาก็โผล่เข้ามาในร้านที่หล่อนทำงาน
พวกเราหัวอกเดียวกัน
พูดคุยกันเพียงไม่กี่ประโยคเขาก็สรุปได้โดยไม่ต้องวิเคราะห์ให้เนิ่นนาน
จำได้ว่าเป็นประโยคแรกที่ผูกมัดใจหญิงสาว ทำให้อยากรู้จักเขามากขึ้น เขาเป็นชาวพม่ารูปร่างสันทัด ผิวขาวเหลือง หน้าตาไม่ต้องพูดถึง ปกติแขกเข้าร้านสาวๆ จะต้องกรูเข้าไปต้อนรับเพราะหวังเงินเล็กๆ น้อยๆ และถ้าหากบุญพาวาสนาส่ง เผลอๆ อาจจะเจออาเสี่ยเงินถุงเงินถังรับอุปการะเลี้ยงดูสบายไป แต่พอเขาก้าวเข้ามา สาวเสิร์ฟแทบจะทุกรายก็พร้อมใจกันทำทีเป็นงานเข้าไม่ว่างมาต้อนรับ เพราะนอกจากจะไม่หล่อแล้วเขายังเป็นคนยิ้มยากราวกับคนอมทุกข์ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เองหน้าที่ต้อนรับแขกจึงตกเป็นของคำแพง และเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาทุกคืนตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่เขามาที่ร้าน
ตอนนั้นคำแพงอายุย่างยี่สิบ ส่วนเขาอายุมากกว่าหนึ่งรอบ แต่ด้วยทัศนคติที่คล้ายคลึงกันทั้งสองจึงรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด จนกลายเป็นความรักที่ยากจะปฏิเสธ
ก่อนเดินทางจากเมืองนี้ เขาตัดสินใจขอหล่อนแต่งงานแบบสายฟ้าแลบ คำแพงตกลงแต่งงานกับเขาโดยไม่รีรอ สร้างความช็อกกับทุกคนที่ทราบข่าว ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัว หลายคนต่างโจษจันถึงเรื่องราวของหล่อนไปต่างๆ นานาว่าได้ร่วมหลับนอนกับเขาจนตั้งครรภ์ บ้างว่าหล่อนใจง่ายไม่มีปัญญาหาสามีถึงกับต้องจำใจแต่งงานกับชายแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันเพียงชั่วข้ามคืน แต่ไม่มีใครสักคนที่ล่วงรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงซึ่งซุกซ่อนอยู่ในใจลึกๆ ของคำแพง
วันที่หล่อนลาออกจากงาน จำได้ถึงสายตาทุกคู่ของเพื่อนร่วมงานที่จ้องมองอย่างดูถูกเหยียดหยาม ไม่เว้นแม้แต่เจ้าของร้าน
คิดดีแล้วหรือที่จะออกไปแต่งงานแบบนี้ อายุยังน้อยทำไมไม่ตั้งใจทำงานเก็บเงินก่อน ที่บ้านเธอก็ยังลำบากไม่ใช่เหรอ สมัยนี้ใช่ว่างานจะหาง่ายๆ วุฒิการศึกษาแค่นี้จะไปหางานที่ดีกว่านี้คงไม่ได้หรอก เจ๊สงสารหรอกนะจึงรับเธอเข้ามา
หล่อนกล่าวขอบคุณตามมารยาท ก่อนจะรับเงินค่าแรงงวดสุดท้ายจากนางมา
แล้วนี่ออกไปจะไปทำอะไรที่ไหน แล้วผัวเธอมีปัญญาหาเลี้ยงรึเปล่า?”
นางถามต่อหน้าสามีซึ่งยืนคอยอยู่ไม่ห่าง สายตาดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด คำแพงรู้สึกโกรธที่นางไม่ให้เกียรติเขา แต่ก็ระงับไว้ไม่แสดงออก หันไปทางสามีแล้วถามเขาเสียงดังราวจะให้ทุกคนในร้านได้ยิน
คุณเป็นแค่ศิลปิน ลำพังวาดภาพขาย คุณนายถามว่าคุณจะมีปัญญาเลี้ยงดูฉันหรือเปล่าคะ?”
คำถามของหล่อนทำเอานาคินถึงกับสะอึก แต่ด้วยไหวพริบที่ดี รู้ว่าหล่อนต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงรับมุก ชนิดทำเอาคนฟังต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน
ไม่รู้สิครับ บางภาพผมก็ขายได้ราคาไม่เท่าไหร่ แค่สี่ห้าล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็แค่ไม่กี่สิบล้านบาท ไม่รู้ว่าคุณจะพอใช้หรือเปล่า
 “ฮะ ฮะ ฮะ…”
เสียงหัวเราะของทั้งสองดังประสานกันลั่นตลอดทาง เพลานั้นพวกเขาไม่สนใจต่อสายตาผู้คนที่มองมาด้วยความประหลาดใจ ราวกับโลกนี้มีเพียงเขากับเธอ เป็นครั้งแรกที่คำแพงรู้สึกว่าได้ปลดเปลื้องจากพันธนาการบางอย่างที่ได้แบกรับมาชั่วชีวิต
อเมริกาดินแดนแห่งเสรีภาพ ใครๆ ต่างพูดถึงเช่นนั้น แม้จะทราบว่าสามีอาศัยอยู่อเมริกาในฐานะพลเมืองชั้นสอง แต่อย่างน้อยเขาก็มีฐานะทางการเงินดีพอที่จะเลี้ยงดูหล่อนได้อย่างไม่ขัดสน แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่เขาได้รับยกย่องจากชาวต่างชาติในฐานะศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก เกียรติยศและศักดิ์ศรีอันหอมหวานเหล่านี้ต่างหากที่เสมือนโอสถทิพย์จากสรวงสวรรค์ซึ่งหล่อนเสาะแสวงหามาเนิ่นนาน วาดฝันเหลือเกินมันจะช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ ปกปิดปมด้อยอันขมขื่น และเติมเต็มศักดิ์ศรีในฐานะความเป็นมนุษย์ให้สูงเด่น
หลังจากฐานะของสามีถูกเปิดเผย เพื่อนเก่าแก่ที่ห่างหายไปแสนนาน ผู้คนที่ไม่เคยคุ้นหน้าคุ้นตาต่างก็หลั่งไหลมาเยือนถึงเรือนชาน บ้านเล็กซอมซ่อแค่ไหนก็ไม่มีใครรังเกียจ เมื่อยิ่งมีเหล้ามีเบียร์มาวางอยู่ตรงหน้า ผู้คนต่างพากันสรรเสริญเยินยอ พอทราบข่าวว่าหล่อนกำลังจะเดินทางไปอเมริกากับสามี ต่างพากันชื่นชมกันถ้วนหน้า
ดีเหลือเกินคำแพง บุญวาสนาของเอ็งแท้ๆ ไปอยู่อเมริกา พอร่ำรวยแล้วก็อย่าลืมกันนะ
ขณะที่ใบหน้าทุกคนชื่นบาน หัวเราะสนุกสนานเพราะน้ำเมา แต่คนในครอบครัวหล่อนไม่มีใครเลยสักคนที่รู้สึกยินดีกับการเดินทางครั้งนี้ เงินสินสอดมากมายที่กองอยู่ตรงหน้า พ่อแม่หล่อนแทบจะไม่ชายตามอง
ด้ายสีขาวเส้นบางๆ จากมืออันสั่นเทาของผู้เป็นยายบรรจงผูกที่ข้อมือของหญิงสาวและสามีเส้นแล้วเส้นเล่าด้วยน้ำตาที่หลายคนไม่อาจหยั่งรู้ถึงความหมายของมัน แต่มีคำพูดประโยคหนึ่งที่หลุดจากปากนาง ได้กระตุกดวงใจหล่อนไม่เคยลืมเลือน
น่าสังเวชใจจริงๆ ลูกหลานเอ๋ย พวกเจ้าสิ้นแผ่นดินจนต้องไปขออาศัยพวกฝรั่งหัวแดงอยู่
……….
น้ำตาคำแพงไหลรินโดยไม่รู้สึกตัว ไม่รู้ว่าเป็นเวลายาวนานเท่าไหร่ที่หล่อนนั่งจ้องจดหมายตรงหน้า เมื่อสามีเข้ามาโอบกอดทางด้านหลัง สติของหล่อนจึงกลับมาอีกครั้ง
อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ทำใจเสียบ้างเถิดแพงเอ๋ย
หล่อนมองสามีน้ำตานองหน้า สุดจะเอ่ยสิ่งที่ติดค้างคาใจ เคยคิดว่าเมื่อหนีมาอยู่อเมริกาจะทำให้เลิกโหยหาเสรีภาพ แต่สิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้คือ ชาติกำเนิด พลเมืองชั้นสองไม่ว่าจะไปอาศัยอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด ก็ไม่ต่างจากสินค้ามือสองที่ผู้คนกดราคาต่ำกว่ามาตรฐาน สุดท้ายสิ่งที่คนเราโหยหาที่สุดคืออะไร ?
น่าแปลกนะ ในโลกนี้ผมสามารถเดินทางไปได้ทุกหนทุกแห่ง ยกเว้นเพียงแห่งเดียวที่ผมอยากกลับไปที่สุด แต่กลับถูกรัฐบาลขึ้นบัญชีดำไม่ให้เข้าประเทศ ทั้งๆ ที่มันเป็นบ้านเกิดของผมเอง
ครั้งหนึ่งสามีเคยเผยความในใจ แม้จะไม่ได้บอกตรงๆ ว่าคิดถึงแผ่นดินเกิดเพียงใด แต่หล่อนก็แอบล่วงรู้ความจริงจากภาพวาดของเขาหลายๆ ชิ้นว่าส่วนลึกในใจโหยหา บ้านไม่น้อยไปกว่าเธอ
แพงเกลียดสงคราม เพราะสงครามถึงทำให้ผู้คนต้องพลัดพรากจากครอบครัว
คำพูดของภรรยาราวกับเข็มนับล้านเล่มกระหน่ำทิ่มแทงใจ จากที่ต้องการฉุดช่วยหล่อนขึ้นจากหุบเหวแห่งความทรงจำอันเลวร้าย แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำพลัดตกสู่ก้นเหวนรกแห่งอดีตเสียเอง
………..
ไป ไป วิ่งหนีไป้!
แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นไปเกือบสามสิบกว่าปี แต่เสียงของพ่อกับแม่ที่คอยตะโกนกำกับอยู่เบื้องหลัง พร้อมกับเสียงปืนของเหล่าทหารโฉดยังดังกึกก้องในโสตประสาทราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
จำได้ว่าตอนนั้นเขากับพ่อแม่และน้องสาววัย 5 ขวบ ต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดจากห่ากระสุนปืนอย่างสุดชีวิต
ฆ่ามัน อย่าให้มันข้ามไปได้
พอใกล้ถึงเชิงสะพานข้ามฝั่งไทย-พม่า ความชุลมุนวุ่นวาย ทำให้เขาพลัดหลงจากครอบครัว พยายามวิ่งค้นหาอยู่นาน เมื่อผู้คนเริ่มเบาบาง ห่างจากสะพานประมาณห้าสิบเมตรเขาพบพ่อแม่และน้องสาว แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง รอบกายมีทหารชาติเดียวกันสามนายยืนขนาบใช้กระบอกปืนจ่อที่ศีรษะ น้องสาวเขาหวีดร้องไม่ยอมหยุด ขณะที่สายตาพ่อกับแม่จ้องมองมาที่เขาส่งสัญญาณให้หนีไป
ไป ไป อย่าเข้ามา วิ่งหนีไป้!
เสียงหวีดร้องของพ่อกับแม่ดังแหวกอากาศและจบลงด้วยเสียงปืน พวกมันกราดยิงราวกับคนสติแตก ทั้งสามชีวิตล้มลงสิ้นใจต่อหน้าต่อตาเขา ทันทีที่ตั้งสติได้เขาหันหลังวิ่งฝ่าฝูงชนหนีตายสุดชีวิต พร้อมกรีดร้องโหยหวนราวกับคนหัวใจแตกสลายไปตลอดทาง ขณะที่เสียงระเบิดและเสียงปืนไล่ตามหลังอย่างกระชั้นชิด แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน แต่ทว่าภาพวินาทีการสังเวยชีวิตของครอบครัวและเพื่อนบ้านให้กับอสูรสงครามยังคงติดตามมาหลอกหลอนทุกฝีก้าวไม่เว้นแม้ปัจจุบัน
ต่อมาเขากับเพื่อนร่วมชาติได้ถูกนำไปยังศูนย์อพยพเขตชายแดนไทยชั่วคราว อยู่ที่นี่ได้ไม่นานก็มีสองสามีภรรยาชาวอเมริกันมารับไปเป็นบุตรบุญธรรม
หลายคนอาจคิดว่าเขาช่างโชคดีที่ได้เป็นพลเมืองสหรัฐฯ เพราะนอกจากทั้งสองจะแสนดีกับเขาแล้วยังให้การสนับสนุนในทุกด้านไม่น้อยหน้าเด็กอเมริกันคนอื่นๆ เขาต้องการเป็นจิตกรเมื่อเรียนจบปริญญาตรี ทั้งสองก็สนับสนุนเต็มที่ และด้วยพรสวรรค์ด้านศิลปะอันโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แทนที่จะได้รับการยกย่องในฐานะพลเมืองพม่า แต่กลับกลายเป็นบุคลากรที่เปี่ยมศักยภาพของชาติอื่น
เมื่อทอดสายตามองผลงานศิลปะชิ้นแล้วชิ้นเล่า หนุ่มใหญ่ได้แต่นึกสะท้อนขึ้นในอก และหดหู่ใจเสมอ เพราะไม่มีภาพไหนเลยที่จะไม่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากประสบการณ์อันขมขื่น และจากจิตวิญญาณที่โหยไห้ถึงเสรีภาพ
……….
แพงจะกลับบ้าน
รุ่งขึ้นหญิงสาวตัดสินใจบอกกับสามี หล่อนต้องรวบรวมความกล้าหาญตลอดทั้งคืน กว่าจะสามารถพูดประโยคนี้ออกมา
ถ้าหากเปรียบการเดินทางกลับบ้านคือการข้ามสะพานที่หล่อนรู้สึกเกลียดกลัว การตัดสินใจข้ามสะพานครั้งนี้จะเป็นการตัดสินว่าหล่อนจะสามารถฝ่าด่านเอาชนะภูตผีใต้สะพานได้หรือไม่ หรือจะต้องทนทุกข์อยู่กับความเกลียดกลัวที่คอยหลอกหลอนเช่นนี้ตลอดไป
แต่งานแสดงศิลปะของผมที่อิตาลีจะมีขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้า งานนี้ผมจะต้องขึ้นรับรางวัลในฐานะศิลปินที่นำเสนอผลงานด้านสันติภาพ วันนั้นผมต้องการให้คุณอยู่ด้วย
แต่ในจดหมายยายกำลังจะ…”
หล่อนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงประโยคต่อไป สามีมองหล่อนด้วยความเห็นอกเห็นใจ
ถ้างั้นอีกสามวันพอเสร็จงานที่อิตาลี พวกเราจะกลับไปเยี่ยมยายพร้อมกัน ผมให้สัญญาคำพูดของสามีทำให้หล่อนยิ้มออก แต่ลึกๆ ก็แอบกังวลใจต่างๆ นานาไม่ได้
งานแสดงนิทรรศการศิลปะนานาชาติจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่พิพิธภัณฑ์หอศิลป์เก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงโรม ศิลปินที่ได้รับเชิญเข้าร่วมแสดงผลงานล้วนแต่เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งเดินทางมาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ นาคิน คะยอ ขิ่น จิตกรจากเอเชียใต้
เมื่อยืนท่ามกลางศิลปินนานาชาติ ตัวเขาดูเตี้ยม่อต้อจนมองไม่เห็น แต่เมื่อพูดถึงผลงานกลับโดดเด่นและสะเทือนอารมณ์สูงสุด จนผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะจากทั่วโลกต่างยกย่องให้เป็นภาพวาดยอดเยี่ยมแห่งปี ผู้เสพศิลปะทั้งหลายต่างพากันชื่นชมและสงสัย ทำไมพระเจ้าจึงได้มอบพรสวรรค์อันล้ำค่าแก่ชายผิวขาวเหลืองผู้นี้อย่างมากมาย ผลงานชิ้นเอกของเขาไม่ว่าจะดูสักกี่ครั้งก็เหมือนภาพถ่ายจากเหตุการณ์จริงชัดๆ แต่ความจริงไม่มีใครล่วงรู้ว่านั่นคือเลือดเนื้อและจิตวิญญาณที่ศิลปินต้องแลกมาจากปีศาจร้ายกระหายสงคราม
ผมอยากมอบรางวัลอันทรงคุณค่านี้ให้กับครอบครัวของผมที่เสียชีวิตในระหว่างสงครามกลางเมือง และภรรยาที่อยู่เคียงข้างผมตลอดมา คำแพง คะยอ ขิ่น
เขาผายมือไปทางสุภาพสตรีที่นั่งเป็นแขกรับเชิญอยู่ด้านหน้าเวที คำแพงรู้สึกใจเต้นระทึก เมื่อเสียงปรบมือให้เกียรติดังกึกก้อง หล่อนลุกขึ้นโค้งเล็กน้อยเพื่อขอบคุณ เหมือนเช่นทุกงานที่ผ่านมา เพียงแต่ว่างานนี้ยิ่งใหญ่อลังการกว่าทุกครั้ง จึงทำให้หล่อนอดที่จะแสดงอาการประหม่าออกมาไม่ได้ แต่โชคดีที่สามีช่วยดึงความสนใจของแขกผู้มาร่วมงานให้หันไปบนเวทีแทนที่จะจ้องจับผิดที่หล่อน
แม้มันจะยากเย็นเกินไปที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้ในประเทศเล็กๆ ของผม แต่ผมก็ยังปรารถนาอย่างที่สุดว่าสันติภาพจะเบ่งบานไปทั่วทุกมุมโลกในไม่ช้า โดยเริ่มต้นจากหัวใจของทุกท่านที่อยู่ ณ ตรงนี้ โปรดเก็บรักษาสันติภาพในหัวใจพวกท่านไว้ เพราะหากสูญเสียมันไปเมื่อไหร่ จิตวิญญาณจะต้องร่ำไห้ไปจนชั่วลูกหลาน
……….
เสียงปรบมือของแขกผู้ทรงเกียรติยังคงดังกึกก้องยาวนาน แม้ว่าในเวลานี้ทั้งสองจะนั่งอยู่บนเครื่องบิน แต่ทว่าเสียงแห่งความชื่นชมยินดีก็ยังไม่เลือนหายจากโสตประสาทสัมผัส
ถ้าพ่อแม่และทุกคนในประเทศของคุณมาเห็นภาพวันนี้ พวกเขาคงจะดีใจไม่น้อยเลยนะคะ
หล่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขใจแทนสามี จิตกรวัยกลางคนนิ่งเงียบ สายตาทอดมองเบื้องหน้า แต่ทว่าว่างเปล่า อาการเฉยเมยของสามีทำให้คำแพงค่อยๆ หุบยิ้มหวานลง หล่อนหันไปนอกหน้าต่าง เห็นปุยเมฆสีขาวล่องลอยไร้จุดหมาย หญิงสาวเริ่มคิดถึงปลายทางของตนอีกวาระ ทั้งๆ ที่ก่อนตัดสินใจกลับประเทศไทยได้บอกตัวเองว่าอย่าคาดหวังสิ่งใดจากการเดินทางครั้งนี้ แต่ก็อดจินตนาการไม่ได้ว่าเมื่อกลับถึงหมู่บ้านหล่อนจะได้รับการยอมรับหรือไม่ เพื่อนบ้านจะต้อนรับหล่อนด้วยความรู้สึกเช่นไร
คำแพงนึกตำหนิตัวเองแทนที่จะห่วงอาการของยาย กลับต้องมานั่งกังวลถึงเรื่องไร้สาระ หล่อนสลัดความคิดฟุ้งซ่านในสมองทิ้งไปเมื่อสามีขยับเอนกายพักผ่อน รู้สึกเป็นห่วงเขาอย่างจับใจเมื่อสังเกตเห็นความอิดโรยบนใบหน้า แต่ใจหนึ่งก็ยังนึกสงสัยไม่หายกับภาพวาดที่ใครๆ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมือนจริงราวกับมีจิตวิญญาณ
ทุกครั้งที่วาดภาพเกี่ยวกับสงคราม ทำไมคุณจึงชอบวาดภาพสะพานขาดจางๆ เป็นภาพแบล็คกราวด้วยคะ?”
เขายิ้มก่อนตอบคำถาม ชีวิตคนเราก็เหมือนการเดินทาง ในโลกนี้มีถนนหลายสาย มีสะพานหลายแห่งที่รองรับฝ่าเท้าเล็กๆ มนุษย์ให้เหยียบย่ำไป ในความหมายของผมไม่มีใครเป็นเจ้าของถนน หรือสามารถยึดครองเป็นเจ้าของสะพาน ทุกคนสามารถโบยบินไปที่ไหนก็ได้ตามแต่หัวใจปรารถนา แต่ถ้าหากจิตวิญญาณของคนเราถูกกักขัง ล้อมกรอบไม่ให้ฝันถึงเสรีภาพ ชีวิตก็ไม่ต่างจากถนนที่ขาดหรือสะพานที่หักโค่น เป็นความจริงที่ว่าในโลกนี้ไม่มีประเทศไหน หรือชุมชนไหนที่จะไม่มีความขัดแย้ง แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายใน เราทุกคนต่างถูกปีศาจร้ายครอบงำและบงการให้นำสงครามจากภายในสู่ภายนอก นั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้โลกเกิดสงคราม
หญิงสาวนิ่งอึ้งเล็กน้อยกับคำตอบของสามี ก่อนจะยื่นจมูกไปหอมแก้มเขาเบาๆ แล้วกอดกระชับแขนเขาแน่นราวกับเด็กตัวเล็กๆ ได้ของขวัญถูกใจ
ขอบคุณนะคะ แพงเข้าใจแล้ว
เขาหันมองหล่อนอย่างนึกฉงน กำลังจะพูดต่อ แต่พอเห็นภรรยาหลับตาพริ้มเหมือนเด็กไร้เดียงสาจึงนิ่งเสีย จากนั้นทั้งคู่ก็หลับผล็อยด้วยความเหนื่อยอ่อนไปพร้อมๆ กัน
……….
มาแล้วรึเจ้าแพง?”
แม้เสียงหญิงชราจะดังแหบโหย แต่ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความสุขเหลือล้น เมื่อมองเห็นหลานสาวคนเดียวกลับสู่อ้อมอกอีกครั้ง
หญิงสาวก้มกราบบนตักของหญิงชรา นางอยากลุกขึ้นโอบกอดรับขวัญหลานสาวเจียนใจจะขาด แต่ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ยื่นมือขวาที่ยังพอมีเรี่ยวแรงไปลูบไล้ศีรษะเบาๆ
ยายจ๋าแพงขอโทษที่…”
หญิงชราโบกมือห้าม เพราะไม่อยากให้หล่อนรู้สึกผิด เพียงแต่ได้เห็นหน้าหล่อนก่อนจากนางก็รู้สึกดีใจมากแล้ว
แม่บอกว่าหลังจากหล่อนเดินทางไปอเมริกาได้สามปี ยายก็ล้มป่วยด้วยโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง สองปีแรกอาการไม่รุนแรงมากนัก แต่พอปีนี้อาการยายทรุดหนักลงเรื่อยๆ ประกอบกับอายุมากขึ้น ยิ่งทำให้อาการน่าเป็นห่วง เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วแม่พายายไปโรงพยาบาลในตัวเมือง หมอทุกคนต่างส่ายหน้าหมดปัญญาจะรักษา
หลังจากลูกไปอเมริกา ไม่รู้ว่ายายแกคิดอะไร มักจะเดินไปที่สะพานข้ามคลองบ่อยๆ บางครั้งก็ยืนจ้องสะพานเป็นเวลานาน และชอบนั่งมองเด็กๆ ในหมู่บ้านมาเล่นน้ำกันทีเป็นครึ่งค่อนวัน จนใครๆ คิดว่าแกเป็นโรคประสาท
พฤติกรรมของยายแม้ทุกคนจะมองว่าแปลกประหลาด แต่สำหรับคำแพงคาดเดาออกถึงความปรารถนาลึกๆ นั้น
ยายจ๋า ยายยังอยากจะกลับบ้านเกิดอยู่อีกไหม ตอนนี้ทางการไทยลาวเขาเปิดพรมแดนแล้วนะ เอาไว้ให้ยายหายดีเมื่อไหร่ แพงจะพายายข้ามไปเยี่ยมญาติๆ ฝั่งโน้นดีไหมจ๊ะ?”
คำบอกเล่าของหลานสาว ทำให้หญิงชรามีปฏิกิริยาโต้ตอบบ้างเล็กน้อย แววตาพร่าเลือนของนางกลอกกลิ้งไปมา ขณะที่ริมฝีปากเผยอยิ้มอย่างมีความหมาย ราวกับใบไม้ที่เฉี่ยวเฉาได้สัมผัสหยาดฝนครั้งแรก แต่แล้วจู่ๆ ใบไม้นั้นก็เหี่ยวหุบดังเดิม ดูราวสิ่งที่กำลังได้ยินยังอยู่อีกแสนไกล
ยายเดินมาไกลจนใกล้ถึงตะวันตกดินเต็มทีแล้วคำแพงเอ๋ย ไม่มีประโยชน์อันใดจะหวนกลับไปอีก
ถ้อยคำนั้นทำให้ทุกคนนึกสะท้อนใจ แม่ของคำแพงถึงกับเผลอทอดถอนใจเสียงดัง
มาถึงขนาดนี้แล้ว แม่ยังจะปิดหลานไปอีกทำไมคำแพงหันมองแม่อย่างนึกสงสัย
เอาเถอะคำพา เอ็งช่วยหยิบกล่องใบนั้นมาให้แม่ที
แม่คำพาลุกเดินหายเข้าไปในห้องพระ ไม่ถึงสิบนาทีก็กลับออกมาพร้อมกับกล่องไม้เนื้อดีขนาดย่อม ตัวกล่องถูกแกะสลักด้วยลวดลายโบราณดูวิจิตรงดงามและแปลกตา นั่นยิ่งสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับคำแพงและทุกคนมากขึ้น
เอาให้แพงเก็บไว้หญิงชรากล่าวเสียงเบาหวิว แม่ยื่นกล่องไม้แกะสลักส่งให้คำแพง หล่อนรับไว้ทั้งๆ ที่อยู่ในอาการงุนงง
เปิดดูสิแววตาหญิงชรามองดูเหนื่อยล้า ขณะที่เสียงเริ่มขาดหาย แม่พยักหน้าให้หล่อนรีบเปิด
แหวนมรกตแท้อันล้ำค่า และหายาก ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นมรดกของท่านเจ้าเมืองในแว่นแคว้นหนึ่งของลาว เจ้าเมืองมอบแหวนนี้ให้ยายในวันแต่ง
นางกล่าวเรื่อยๆ ขณะที่เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งขึ้นทุกที
เขาเป็นตาของเจ้า เขาเองก็คงอยากจะมอบสิ่งนี้ให้เจ้าเหมือนกับยาย ถ้าเจ้ามีลูกหลานก็บอกกับพวกเขาว่าไม่ต้องเสียใจที่เกิดในแผ่นดินอื่น อย่ารังเกียจชาติกำเนิดของตน เพราะสิ่งที่บรรพบุรุษของเราทำไว้ มีแต่ความดี
คำแพงจ้องแหวนมรกตในกล่องอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง มือหล่อนสั่นระริก ขณะที่น้ำตาไหลรินโดยไม่รู้สึกตัว
เจ้าอาจจะเคยนึกน้อยใจในชาติกำเนิด แต่ไม่ว่าเจ้าจะมาจากไหน มีประโยชน์อันใดที่จะต้องใส่ใจกับสมมุติเหล่านั้น ความดีต่างหากจะเป็นเหมือนสะพานนำพาดวงจิตของเราไปสู่อิสรภาพ เมื่อข้ามไปสู่อีกฟากฝั่งต่อจากนี้…”
หญิงสาวสะอื้นไห้ ก่อนจะก้มกราบเท้าอันเย็นเฉียบของหญิงชราด้วยสำนึกในพระคุณ พ่อกับแม่ของหล่อนทยอยเข้ามากราบเพื่อขอขมา เมื่อสังเกตเสียงนางเริ่มขาดเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่าด้ายเส้นสุดท้ายกำลังจะขาดลอย
หล่อนกระซิบบอกหญิงชราเสียงสั่นเครือ
ยายจ๋า นาคินมีอะไรบางอย่างจะให้ยายด้วยค่ะ นางครางเบาๆ เป็นการรับรู้
โล่รางวัลของศิลปินสาขาสันติภาพนี้ ผมกับแพงขอมอบให้ยายครับ
หญิงชราหลับตาพริ้ม ขณะที่มือลูบคลำโล่รางวัลที่ทำจากทองคำแท้นั้นไปมา ท่าทางราวกับได้ปลดปล่อย และผ่อนคลายจากเรื่องราวทั้งปวง ก่อนจะเอ่ยขอบใจเขาซ้ำไปซ้ำมา เสียงนั้นค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับสายลมที่พัดวูบผ่านมา
……….
หลังจากลอยอังคารของยายในแม่น้ำโขงเสร็จเช้าวันนั้น ทั้งคู่ตัดสินใจเดินข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าได้คืนสู่เหย้าพร้อมกับคนที่เธอเคารพรักอย่างแท้จริง
          “กลับบ้านด้วยกันนะคะยาย

คำแพงเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนจะหันไปรอบๆ หวังว่าดวงวิญญาณของยายจะรับรู้ ทันใดนั้นสายลมจากแม่น้ำโขงได้พัดมาปะทะร่างทั้งสองอย่างอ่อนโยน หญิงสาวกับสามีส่งยิ้มให้กันอย่างมีความหมาย มือทั้งคู่สอดประสานแนบแน่น ขณะเดินก้าวข้ามสะพานมิตรภาพฯ ไปด้วยกัน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น