วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

บทเพลงของคนขอทาน




บทเพลงของคนขอทาน


หลายเดือนมาแล้วที่นางใช้เท้าเป็นยานพาหนะเดินทางหาบตะกร้ารอนแรมไปขอแผ่ข้าวสารจากผู้มีจิตใจเมตตาหลายต่อหลายบ้าน นางเคยตั้งคำถามกับตัวเอง ทำไมจะต้องขอ ทั้งๆ ที่นางมีมือ มีตีน มีอวัยวะครบทั้ง 32 ส่วนเหมือนคนอื่นๆ ยังไม่ทันตอบ ความหิวใจร้ายก็กระทืบให้นางออกไปขอเสียอีกแล้ว
วันนี้ก็เช่นทุกวัน นางรู้สึกหิวจนท้องปั่นป่วนไปหมด คล้ายๆ กับมีใครจับไส้ของนางบิดเป็นเกลียวแล้วใช้ไม้แหลมๆ ทิ่มจนพรุนไปตลอดลำไส้ ลูกสาวก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างจากนางนัก เพราะเห็นโอดครวญตั้งแต่เช้า สงสารลูกสาวจึงทนหน้าหนาออกไปขอข้าวสารจากคนข้างบ้านมาต้มพอประทังความหิวไปได้บ้าง นางบอกลูกว่า วันนี้หลังจากกินข้าวต้มถ้วยนี้หมด นางจะพาลูกเดินทางไกลอีกครั้ง ลูกนางก็เหมือนตุ๊กตา น่ารักน่าชัง ไม่บ่นหรือปฏิเสธสักคำ เพียงแต่ยิ้มๆ แล้วหัวเราะ คล้ายๆ จะรับรู้เรื่องราว แต่ทว่าแววตากลับไร้ความรู้สึก อาการของลูกทำให้นางเจ็บปวดหนักหนาแล้ว
ลูกสาอายุ 16 ปี แทนที่จะสนุกสนานร่าเริงเช่นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่กลับต้องมากลายเป็นคนเสียสติ เพราะนางไม่ดีเองเป็นแม่ไม่เอาไหน ปล่อยให้ไอ้คนถ่อยพวกนั้นขึ้นมาข่มเหงน้ำใจลูกสาวถึงในบ้าน
นางจำได้ คืนนั้นเป็นคืนที่ฟ้าหลัว และฝนก็เทลงมาอย่างหนักหน่วง นางกับลูกเตรียมจะดับตะเกียงเข้านอน แต่ได้ยินเสียงคนมาเรียกที่ประตูหน้าบ้าน นางจึงเดินไปเปิดประตูโดยไม่ทันนึกเฉลียวใจแม้แต่น้อย พวกมันมากันหลายคน มาจากบ้านไหนนั้นนางพยายามจะถามแต่พวกมันไม่ยอมตอบกลับ ทำท่ายียวนส่งสายตาแทะโลมลูกสาวนางแทน พวกมันบอกกับนางว่า ฝนหยุดก็จะจากไป นางซึ่งเป็นคนใจอ่อนจึงรับพวกมันเข้าไปในบ้าน แรกๆ พวกมันก็ดูสุภาพ แต่พอเวลาข้ามไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม พฤติกรรมสัตว์นรกของพวกมันก็ออกมาเดินเพ่นพ่าน
ยังจำได้ติดตาภาพที่พวกมันกระทำเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานกับลูกสาว แต่นางกลับไม่สามารถช่วยอะไรได้ ไอ้สัตว์นรกจับนางมัดมือมัดปากไว้กับเสาเรือน เวียนกันเฝ้านางกับเวียนกันขึ้นเสพสังวาสบนร่างเปล่าเปลือยของลูกสาว ทุกคราครั้งที่เสียงกรีดร้องหลุดออกมาจากปากลูกที่ตรงหัวใจก็เหมือนกับมีคนเอาพร้าอีโต้กระหน่ำสับไม่เว้นวาย ติดตามนางมาไม่เว้นแม้ปัจจุบัน
หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนั้นแล้ว ลูกสาวนางก็เปลี่ยนไป วันๆ เอาแต่นั่งเหม่อลอย บางขณะถึงกับคลุ้มคลั่ง บางครั้งก็หัวเราะ สลับสับเปลี่ยนกับร้องไห้ นางเคยพาลูกไปรักษากับหมอหลายประเภท เช่นหมอทรงเจ้า หมอผี หมอแผนโบราณ รวมทั้งหมอตี๋ ล่าสุดพาไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ มีคนเขาบอกว่าสามารถรักษาคนที่มีอาการแบบเดียวกับลูกสาวนางได้ผลนัก จนนางถึงกับลงทุนเอาไร่นาสาโททั้งหมดที่สามีทิ้งไว้ให้ก่อนตายไปขายนำเงินมาเป็นค่ารักษาลูกนาง คิดว่าเงินทองของนอกกายจะหาเมื่อไหร่ก็หาได้ แต่ถ้านางต้องสูญเสียลูกสาไปชีวิตของนางก็ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร
นางพาลูกเทียวไปเทียวมาตามหมอนัดทุกครั้ง นานหลายเดือน หลายปี อาการลูกสาวก็ไม่ดีขึ้น ขณะเดียวกันเงินที่ขายนามาได้นั้นก็ค่อยๆ ติดปีกโบยบินจากมือนางไปทีละสลึง ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า ก็คงเหมือนกับชีวิตของลูกสาวที่ทิ้งซากฝากไว้ แต่เงากับหัวใจกลับหาไม่เจอตราบเท่าทุกวันนี้
เท้าของนางกับลูกเปื้อนฝุ่นดินลูกรังหนาเตอะ เพราะระยะทางที่เดินรอนแรมมาไกลร่วมห้ากิโลเมตร ความหิวสะกิดเอวข้างซ้าย ข้างขวาจนนางรู้สึกรำคาญอยากจะตบป๊าบสองป๊าบ ทั้งเนื้อทั้งตัวที่พอจะกินได้ก็มีน้ำเพียงขวดเดียว
 “แมะแมะหิว
เสียงลูกสาวครางอยู่ในลำคอ สามารถกรีดลึกลงไปในหัวใจของนาง
 “กินเสียลูก จะได้ประทังความหิว
ลูกสาวคว้าขวดน้ำจากมือนางไปดื่มอย่างหิวกระหาย อิ่มก็เรอเสียงดังเอิ๊กอ๊าก นางได้ยินถึงกับยิ้มทั้งน้ำตา
จุดหมายคือหมู่บ้านข้างหน้า มองเห็นหลังคาอยู่ลิบๆ นานเหมือนกันที่นางไม่ได้มาขอที่นี่ บางทีเป็นอาทิตย์หรือสองอาทิตย์เพราะถ้ามาถี่นัก นางกลัวพวกเขาว่า นิสัยด้านดีของนางอย่างหนึ่งก็คือ ไม่โลภมากและทุกครั้งที่นางไปเยือน พวกเขาจึงให้ข้าวนางด้วยความเต็มใจจริงๆ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน พวกเขายื่นข้าวให้นางโดยที่นางยังไม่ทันเอ่ยปากร้องขอด้วยซ้ำ เขาคงจะรู้ดีอยู่แล้ว เพราะรู้จักหน้าตาของนางจนคุ้นเคย บางครั้งนางเองก็ใช่ว่าจะสบายใจนัก ยิ่งเห็นน้ำใจที่พวกเขายื่นให้อย่างเข้าอกเข้าใจ นางยิ่งคิดอยากเลิกอาชีพนี้ ลองหาอาชีพใหม่ทำ
เมื่อก่อนนางเคยลองของานจากเพื่อนบ้านทำเหมือนกัน เช่น ถอนกล้า ปักดำหรือแม้กระทั่งผ่าพืนรับจ้างก็เอา เมื่อเวลาผ่านไป สังขารที่ร่วงโรยประกอบกับสภาพจิตใจลูกสาวที่นับวันย่ำแย่ลง ประดังเข้าบีบเค้นให้นางต้องฉุดกระซากสามัญสำนึกที่ดีงามนำไปแขวนไว้ที่เส้นขอบรุ้ง แล้วตัดสินใจถือถุงย่ามจูงมือลูกสาวร้องเพลงขอแผ่ข้าวอย่างกล้ำกลืน
 “ขอแผ่ข้าวสารขันสองขันเถอะลูกเอ๊ย…”
เสียงเพลง ขอแผ่ข้าวซึ่งนางแต่งขึ้นเอง ใส่ทำนองเองได้ล่องลอยเข้าไปกระชากอารมณ์ผู้คนในบ้านให้ผลักบานประตู หน้าต่างยื่นหน้าออกมาเมียงมองอย่างสนใจใคร่รู้ นางมีพลังเสียงอันแหลมสั่นสะท้านไปทั้งลูกคอ จัดว่าเป็นเสียงมหาเสน่ห์ เป็นพรสวรรค์ที่นักร้องคนไหนในโลกไม่กล้ามีเหมือนนาง สิ่งที่นางทำให้พวกเขาติดตรึงใจได้อีกประการหนึ่งก็คือ เทคนิคหรือลีลาการแสดงออกทางอารมณ์ ท่าทาง ช่วยสามารถกระทืบต่อมน้ำตา กระชากเสียงหัวเราะให้ขาดผึง ประหนึ่งว่านางเป็นนักแสดงมืออาชีพที่หาตัวจับยาก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วนางไม่เคยเรียนรู้เทคนิคเหล่านี้มาจากโรงเรียนการแสดงที่ไหน หรือแม้แต่ฝึกฝนมาก่อนก็ไม่เคย แต่มันเกิดขึ้นอย่างสามหาว แม้จะไม่อยากยอมรับแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้
 “ขอแผ่ข้าวสาร ขัน สองขัน เถอะลูกเอ๊ย…”
เสียงนั้นดังขึ้นอีก หลังจากเงียบไปหลายนาที มีคนวิ่งเอาข้าวสารออกมายื่นให้ เธอเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุประมาณ 7 ขวบ แต่นางก็ต้องนั่งลงกับพื้น รับเอาข้าวสารจากเธอก่อนจะให้พรตามที่ตัวเองจะนึกอะไรขึ้นมาได้ในเวลานั้น ตอนนี้นางคิดว่าตัวเองก็เหมือนกับสัตว์ชั้นต่ำทั่วๆ ไป ที่ไม่สามารถเรียกร้องศักดิ์ศรีของความเป็นคน เหมือนไม่มีมโนสำนึก เหมือนเป็นบ้า ไม่เจ็บปวด ไม่รู้สึก แต่ความจริงนางขมขื่นหนักหนาแล้ว
ปีนี้ฝนตกซุกเป็นพิเศษ นางได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า หน่อไม้ป่า เห็ดโคนและเห็ดก่อเกิดเยอะ นางเห็นบางคนหาบเข้าบ้านจนล้นกระบุงตะกร้า กินไม่หมดที่เหลือยังนำเอาไปขายได้เงินอีก
หลังกลับมาจากขอข้าววันนั้น นางคิดทั้งวันทั้งคืนจะทำอย่างไรถึงจะหาได้เยอะอย่างพวกเขามั่ง ถ้าเป็นสมัยก่อน นางคงไม่ต้องมานั่งคิดให้สิ้นเปลืองพลังงานสมอง เมื่อ 20 ปีก่อนในกลุ่มเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันนางแข็งแรงที่สุด เคยทำงานทั้งวันโดยไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย แต่เวลานี้นางไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังขารของนาง โดยเฉพาะที่บริเวณกระดูกสันหลังซึ่งนับวันจะโก่งงอลงจูบดิน ผิวหนังบางแห่งนางเห็นมันยิ้มเยาะ เพราะนางไม่สามารถหยุดพวกมันให้เต่งตึง ฟันหลายซี่ถอนสายบัวจากนางไปอย่างไม่ไยดี ในขณะที่ผมสีดำหลายเส้นก็ขอลาเกษียณอายุ เส้นผมรุ่นใหม่ซึ่งมีสีแปลกๆ ผุดขึ้นมาทดแทน
แม้สิ่งเหล่านี้จะมาเยือนนางเร็วเกินความคาดหมาย แต่เวลานี้นางไม่มีเวลาจะมานั่งตกอกตกใจ ท้องของลูกสาวต่างหากที่นางจะต้องห่วงมากที่สุด
นางกล่อมให้ลูกนอนแต่หัวค่ำ บอกตัวเองว่า พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้าออกไปหาหน่อไม้และกลับมาก่อนพระอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมาล้างหน้าที่หนองน้ำ ก่อนลูกสาวจะตื่นร้องหานาง นางต้องการให้ลูกตื่นขึ้นมาได้เห็นกับข้าวรสเลิศ แกงหน่อไม้ใส่ผักขะแยงหอมกรุ่นรออยู่ตรงหน้า และเป็นอาหารมื้อพิเศษสุดที่แม่ขี้ขออย่างนางไม่ได้ไปเบียดเบียนใครมา
เสียงขับขานของไก่โต้งแว่วเอิ้นมาตามสายลมปลุกความอยากที่คอยหลอกหลอนนางมาตั้งแต่เมื่อแลงวานให้ลุกจากที่นอนเร่งรีบพาสังขารอันร่วงโรยมุ่งหน้าสู่ท้องนา เวลานั้นเป็นเวลาตีห้าเศษๆ ม่านมืดที่แฝงเร้นตามสุมทุมพุ่มไม้ต่างบอกลาพระจันทร์หน้าใส ทยอยกันกลับบ้านมากแล้ว สายลมชายทุ่งเหยียบรอยเท้าเข้ามาเอิ้นหยอกนางอย่างสนิทสนม แต่ตรงหัวใจกลับร้อนเร่า ความหดหู่จู่โจมขัดขืนนางทุกคราครั้งเมื่อย่ำขาลงไปในดินทรายที่ลึกเทียมหน้าแข้ง มันแย่งเอาเหงื่อและพลังงานทั้งหมดที่นางมีอยู่ให้นางหมดกำลังใจ
อดทนลุยมาจนผ่านพ้นหล่มทรายลึกได้หยาดน้ำค้างหลงราตรีพรมที่เท้า หัวใจที่กำลังท้อแท้ก็กลับฟื้นคืน ยิ่งเมื่อยิ่งแลเห็นพุ่มไผ่ใบสีเขียวปลิวไสวรอข้างหน้า เท้าที่ดูเหมือนจะง่อยเปลี้ยก็เกิดทำงานขึ้นมาอย่างฉับพลัน
หน่อไม้อวบขาวหลายหน่อเจาะหน้าดินขึ้นมารับน้ำค้างยามรุ่งอรุณอย่างอารมณ์ดี แต่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าพวกมันทั้งหลายก็จะลงไปอยู่ในหม้อแกงของนางจนหมด และหลังจาก สิบห้านาทีผ่านพ้น ท้องของนางกับลูกก็จะเป็นผู้เรียนเชิญพวกมันคืนสู่เหย้าตลอดกาล
 “ฉับ!
คมเสียมของนางแม้ไม่คมแต่ก็ไม่มีพลาด หน่อแรกลงไปนอนกลิ้งปุเลงๆ อยู่ก่อนแล้ว หน่อที่สอง ที่สามกำลังตามลงไปนอนเป็นเพื่อน
 “ฉับ!
เสียงแปลกๆ ดังขึ้นหลังพุ่มไผ่ ทำให้นางชะงักแล้วคอยเงี่ยหูฟัง
 “…”
นางคิดว่าหูนางคงฝาดไปเอง จึงหันมาสนใจที่หน่อไม้งามต่อไป หมายจะยกมือกระทุ้งเสียมไปหาหน่อไม้ พอดีเสียงไอกระแอมของใครบางคนดังขัดขึ้น ทำเอานางซึ่งกำลังใจลอยถึงกับหงายหลังลงไปนั่งให้หนามไผ่ทิ่มอยู่ข้างล่าง
 “แกจะขโมยรึยายขี้ขอ?”
 “เปล่า…”
เสียงของนางแผ่วเลือนหายไปกับคลื่นลมหัวกุดลูกสุดท้ายที่แวะเวียนผ่านมา หอบเอาความฝัน ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวของนางจนป่นปี้
 “ไป๊! หน่อไม้มีเจ้าของโว้ย!
นางเดินจากตรงนั้นมาด้วยดวงใจปวดร้าว ความปวดร้าวนี้ได้วิ่งพล่านลิดรอนกำลังใจ ตัดรอนกำลังขาไม่ให้ก้าวเดิน หักแขนให้ไร้สมรรถภาพ ไม่ให้ฝันถึงแสงตะวันในวันรุ่งขึ้นตลอดไป
แมะแมะหิว
เสียงของลูกรักก้องในห้วงคิดคำนึง ตามมาหลอกหลอนไม่เว้นแม้เวลาสิ้นหวังเมื่อมองดูถัง ความว่างเปล่าของมันทำให้นางนึกเป็นห่วงลูกผู้รออยู่ที่บ้านขึ้นมาตงิดๆ
นางจะเดินกลับมือเปล่าหรือจะลองย้อนกลับไปหาหน่อไม้ฟากลำเซดี ที่นั่นเป็นที่ดินหลวงคงไม่มีใครว่านางได้
แสงสีทองด้านทิศตะวันออกระบายก้อนเมฆน้อยใหญ่อย่างเร่งรีบ ไม่ต่างจากนกพิราบหลายตัวที่โผบินออกจากกระท่อมร้างในป่าทิศเหนือ มุ่งหน้าหากินในแผ่นดินใหม่ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า แม้บางตัวยังขาดประสบการณ์ เพิ่งหัดบิน หลายตัวหนังเหนียวหนืดแก่หง่อมเหมือนตัวของนาง แต่พวกมันก็พยายามขยับปีกเพื่อไม่ให้ตัวเองได้ชื่อว่าเป็นตัวถ่วงความเจริญ และเป็นภาระหนักอึ้งให้กับพวกเดียวกัน
นางนั่งลงบนคันนา มองตามพวกมันไปอย่างชื่นชม ศรัทธา ช่างกล้าหาญจนนางรู้สึกอาย ลมชายทุ่งพัดฟู่มาหยอกเรือนผมสีดอกเลาของนางอีกครั้ง และหอบเอากลิ่นสาบสางจากเรือนกายจางหายไปในป่าด้านทิศใต้
ครู่หนึ่งนางแลเห็นนกพิราบฝูงเดิมร่อนถลาลงจิกกินเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ชาวนาเพิ่งหว่านเมื่อตอนเช้ามืด อาการระแวดระวังของพวกมันช่างคลับคล้ายคลับคลา และยิ่งเสียงฝีเท้าเจ้าของนาดังใกล้เข้ามา พวกมันก็พากันวิ่งกรูลี้หลบตามขอบคู พร้อมกระพือปีกสลับกับเสียงกู่ร้องเป็นท่วงทำนองเพลง ขอแผ่ข้าวซึ่งคุ้นอยู่ในความรู้สึก ขาของนางสั่นระริกยาวนาน แล้วมาสั่นสะท้านที่หัวใจทั้งสี่ห้อง

นานเหมือนทุ่งกุลารอคอยฝนจนร้องไห้ ความรู้สึกที่ดีงามเหล่านั้นค่อยๆ กระเจิงเลือนออกไปแสนไกล จนห่างหายจากใจที่เป็นสีขาวของนาง…

ตีพิมพ์ครั้งแรก ฐานสัปดาห์วิจารณ์ ฉ.100 วันที่ 23-29 มีนาคม 2539


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น