วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

จิตวิญญาณที่ถูกแบ่งขาย


คุณจะสามารถรักศัตรูอย่างหมดจิตหมดใจได้หรือไม่?
บาปเป็นสิ่งละเอียดอ่อนจนบางทีเราตีความไม่ออก
ถูก หรือ ผิด คืออะไร เราไม่อาจตัดสินได้ทันที
แต่จิตของผู้ที่มีศรัทธา เชื่อมั่นในเส้นทางแห่งความดี
จึงจะสามารถตีความได้อย่างเป็นกลาง และเที่ยงธรรมเสมอ





จิตวิญญาณที่ถูกแบ่งขาย



      “1 ยูโรช็อป” เปิดตัวทวนกระแสในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำได้กลายเป็นร้านค้ายอดนิยมมัดใจชาวเมืองภายในชั่วข้ามคืน ขณะที่สินค้าจากต่างแดนถูกลำเลียงสู่เกาะไม่เว้นแต่ละวัน แต่น้ำมันมะกอกคุณภาพดีกลับถูกพ่อค้าต่างชาติกดราคาต่ำจนเกษตรกรแทบไม่เหลือต้นทุน

      เหตุการณ์เหล่านี้มักทำให้เลือดในกายนักบวชชราสูบฉีดจนร้อนผ่าว ท่านเคยเขียนบทกวีเชิงต่อต้านและเสียดสีการบริโภคนิยมของชาวกรีกส่งไปลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นประจำ ระบายความคับข้องใจที่คุกรุ่นอยู่ภายใน ประหนึ่งการสารภาพบาปต่อพระเป็นเจ้า ช่วงหลังๆ สำนึกบางอย่างได้ฉุดนำจิตวิญญาณท่านไปสู่ทางแยกบ่อยขึ้น ทางที่เปรียบเหมือนเส้นแบ่งแห่งความดีกับความชั่ว ถูกและผิด ทางที่ลูกแกะผู้อ่อนแออาจถูกล่อลวงและพลัดหลงจากเส้นทางแห่งพระเจ้าได้อย่างง่ายดาย 

        และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่นักบวชชราตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์ธรรมดากับพระผู้เป็นเจ้า… 

         “บางครั้งเราทุกคนก็รู้สึกสับสนไม่รู้จะเลือกเส้นทางไหน จนกว่าจะเห็นมะกอกลูกสุดท้ายร่วงจากขั้ว ความเป็นและความตายได้บรรจบอยู่บนคมดาบเดียว ตอนนั้นแหละคุณจะพบคำตอบ” 

          นักบวชเปโตรกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน ผู้ฟังทั้งหมดได้แต่นิ่งเงียบ และเหมือนเช่นเคย พอกล่าวเกริ่นเล็กน้อย ท่านก็เริ่มเล่าย้อนสู่อดีตอันระทึกของตนอีกวาระราวกับว่าประสบการณ์ชีวิตครั้งนั้นเป็นมหากาพย์ที่ไม่อาจลืมได้แม้เพียงเสี้ยววินาที 

         ช่วงเวลานั้นนักบวชเปโตรยังหนุ่มแน่น หลังจากตัดสินใจแต่งงาน และบวชเรียนไม่นาน สงครามโลกครั้งที่สองก็รุกคืบสู่เกาะ ทุกคนบนเกาะลุกฮือพร้อมใจกันสู้ตาย แม้แต่ตัวท่านเอง ขณะที่มือข้างหนึ่งถือพระคัมภีร์ไบเบิล แต่อีกข้างกลับต้องจับอาวุธเพื่อขับไล่ศัตรูที่เข้ามารุกราน มันเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าได้ทดสอบท่านอย่างหนักหน่วง แต่การที่จะฝ่าด่านเอาชนะศัตรูทั้งภายนอกและภายในนั้นนับเป็นเรื่องยากเย็นแสนสาหัสสำหรับนักบวชใหม่ 

         “พระเจ้าสอนให้เรารักศัตรูและอธิษฐานเผื่อผู้ที่ข่มเหงเรา…” 

          ท่านเคยท่องสวดภาวนาบทนี้ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งชรา และแทบจะทุกลมหายใจเข้าออก แต่ทว่าภายในลึกๆ บางขณะท่านก็ยังฝันถึงความเจ็บปวดในอดีต และศัตรูที่พรากผู้คนอันเป็นที่รักไปบ่อยๆ สุดท้ายกลายเป็นว่าแม้สงครามจะสงบไปเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว แต่ท่านก็ยังต้องทำสงครามต่อสู้กับปีศาจที่อยู่ภายในใจท่านทุกขณะ เหมือนกับเวลาที่ท่านทราบอยู่ลึกๆ เบื้องหน้าบางคนชอบแสดงท่าทียำเกรง แต่พอลับหลังกลับนำเอาไปนินทา แต่ในฐานะนักบวชผู้มีใจกรุณา ชอบช่วยเหลือผู้คนด้วยการนำอาหาร เครื่องนุ่งห่ม รวมถึงยารักษาโรคออกไปแจกจ่ายสม่ำเสมอ ความใจดีมีเมตตาของนักบวชเปโตรจึงทำให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย บางส่วนก็คอยจ้องหาผลประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งนักการเมือง รวมถึงตัวแทนฝ่ายต่างๆ เพราะนักบวชเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งพระเจ้า หากเมื่อใดนักบวชเอ่ยปาก ผู้คนมักจะเชื่อฟัง ท่านจึงมักเปรียบเปรยตัวเองเสมือนกำลังยืนอยู่บนทางแยก…

          จุดที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ต่างๆ ซึ่งคาดคิดไม่ถึง ภาพลวงตาที่อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของจิตมนุษย์ เส้นแบ่งอันบางเบาอาจทำให้มนุษย์ผู้อ่อนแอเกิดความสับสนระหว่างความจริงกับความลวง ถูกหรือผิด พระเจ้ากับซาตาน 

         “ปีศาจมักจะแฝงตัวมาหลากหลายรูปแบบ ภายนอกเราสามารถมองเห็นได้ง่าย แต่ปีศาจที่ฉลาดและร้ายกาจที่สุดมันกลับซ่อนอยู่ภายในตัวเรานี่เอง” 

          นักบวชเปโตรมักจะกล่าวถึงประโยคนี้บ่อยๆ ทั้งที่โบสถ์และในหมู่บรรดาญาติสนิทมิตรสหาย ทุกเย็นระเบียงบ้านของท่านจะคับคั่งไปด้วยแขกเหรื่อที่แวะมาเยี่ยมเยียนเช่นเดียวกับวันนี้ บางคนนำข้าวของมาฝาก บางรายแวะมาสนทนาเรื่องธรรมะ บ้างก็ตั้งใจมาปรึกษาปัญหาครอบครัว หรือถกเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และสารพัดหัวข้อปัญหาที่พวกเขาสรรหานำมาระบาย 

           แต่สิ่งที่ทำให้นักบวชชราเวียนหัวที่สุด คือ เวลาสนทนากันแต่ละครั้ง ทุกคนชอบหยิบยกประเด็นของตัวเองขึ้นมาพูดพร้อมกัน ปรุงรส เสริมแต่งเรื่องราวอย่างดุเดือดเผ็ดมัน และเพื่อเรียกร้องให้ทุกคนหันมาสนใจ พวกเขาจะปรับระดับเสียงตัวเองดังขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเป็นตะเบ็งเสียงแข่งกัน เวลาเช่นนี้ท่านก็ไม่แตกต่างจากถังขยะรองรับอารมณ์ของพวกเขา เมื่อระบายออกจนรู้สึกสาสมใจ ผู้คนเหล่านั้นก็อำลากลับบ้านไปด้วยใบหน้าเริงระรื่น 

            นักบวชเปโตรต้องเผชิญกับเหตุการณ์ลักษณะนี้แทบทุกวัน ท่านจึงฝึกฝนตนให้เป็นผู้คิดบวกอยู่เสมอ มองทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งการทดสอบจากพระเจ้า หากเมื่อใดที่จิตวิญญาณเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อย หรืออ่อนแอ นักบวชชราจะรีบเก็บข้าวของเท่าที่จำเป็น แล้วกล่าวลาภรรยาและบุตรชายออกเดินทางไปปฏิบัติธรรมยังภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศกรีซเป็นเวลาประมาณสามเดือนประจำทุกปี 

          กล่าวกันว่าภูเขาแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวคริสเตียน จึงอนุญาตให้เฉพาะนักบวชและนักแสวงบุญที่เป็นสุภาพบุรุษเข้าไปได้เท่านั้น บ้างก็ว่าเป็นดินแดนที่ทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น เหล่าผู้แสวงบุญและนักบวชทั้งหลายจากทั่วทุกมุมโลกที่เชื่อในพระเจ้าต่างพากันหลั่งไหลมาปฏิบัติธรรมยังสถานที่แห่งนี้อย่างเนืองแน่นทุกปี เพื่อชำระจิตวิญญาณของพวกเขาให้กลับมาใสสะอาดบริสุทธิ์อีกครั้ง 

ตลอดระยะเวลาสามเดือนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ นักบวชเปโตรได้ถือศีลปฏิบัติธรรมภาวนาอย่างเคร่งครัดไม่แตกต่างจากบาทหลวงนิกายออร์โธดอกซ์ทั่วไป ไว้หนวดเครา ปล่อยผมเฝ้าให้ยาวตามธรรมชาติ สวมใส่ชุดคลุมสีดำเข้มตามธรรมเนียมของนักบวช รับประทานอาหารประเภทมังสวิรัติเสียเป็นส่วนใหญ่ และตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อปฏิบัติกิจของสงฆ์ ส่วนช่วงกลางวัน ถ้าวันนั้นทางโบสถ์ไม่มีพิธีกรรมสำคัญ นักบวชเปโตรรวมถึงเหล่าบรรดานักบวชคนอื่นๆ ก็จะช่วยกันทำความสะอาดโบสถ์คนละไม้คนละมือ บางวันออกไปทำสวนทำไร่ การปฏิบัติภาวนากระทำกันอย่างเคร่งครัด แม้แต่เวลากวาดเศษไม้ใบหญ้า หรือขณะขุดพลิกดิน และหว่านเมล็ดพืชก็ยังต้องสวดภาวนา ฝึกจิตให้สำรวมจนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ครั้นบ่ายคล้อยเหล่านักบวชจะทยอยกลับเข้าสู่โบสถ์เพื่อสวดภาวนาอีกครั้ง หมุนเวียนเช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน กล่าวกันว่านักบวชที่ “เมานต์เอธอส” มีเวลานอนไม่กี่ชั่วโมง นอกจากนั้นจะทุ่มเทให้กับการสวดภาวนาอย่างเดียว 

          ขณะที่ความเจริญจากโลกภายนอกได้พัดหมุนไปอย่างรวดเร็ว แต่เหล่านักบวชและนักแสวงบุญต่างก็เร่งหยุดโลกอีกด้านให้ปราศจากกิเลสภายใน หันไปใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ อยู่อย่างสมถะ ถือสันโดษ และปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ทำไร่องุ่น ผลิตไวน์ รวมถึงอาหารส่วนใหญ่นักบวชจะผลิตขึ้นใช้เองภายในหุบเขา จะมีก็เพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่สั่งซื้อมาจากภายนอก ถ้าหากว่ามีผลผลิตเหลือกินเหลือใช้เป็นจำนวนมาก เช่น ไวน์ ผลไม้ รวมทั้งรูปไอคอนต่างๆ ทางโบสถ์จะลำเลียงออกมาจำหน่ายยังร้านค้าที่ได้จัดสร้างไว้เป็นพิเศษ และบางส่วนได้ส่งออกไปจำหน่ายยังโลกภายนอกเพื่อนำเงินกลับมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในโบสถ์ 

           ครั้นเมื่อครบกำหนดสามเดือน นักบวชเปโตรก็ได้อำลานักบวชท่านอื่นๆ รวมถึงเหล่านักแสวงบุญทั้งหลายเดินทางกลับสู่เกาะที่อาศัย ขณะนั่งเรือข้ามฟากจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์กลับสู่โลกภายนอก น้ำตานักบวชชราถึงกับไหลซึมด้วยความปิติยินดี แม้เรือจะเคลื่อนห่างจากหุบเขามาไกลมากแล้ว แต่ทว่าภายในยังคงอิ่มเอิบ แจ่มใสเบิกบานราวกับพระเจ้าได้โปรยดอกไม้แห่งความรักความเมตตามาสู่จิตวิญญาณท่านจนเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะมองไปทิศทางไหน โลกนี้ช่างสดใสสวยงาม รอบกายรายล้อมด้วยเหล่าทวยเทพพร้อมใจกันมาบรรเลงเพลงพิณ ขับกล่อมดนตรี เพื่ออำนวยอวยพรให้ท่านเดินทางกลับสู่บ้านโดยสวัสดิภาพ 

สำหรับนักบวชชราแล้ว ภูเขาแห่งนี้เท่านั้นที่เปรียบดังสรวงสวรรค์แห่งเดียวบนแผ่นดินโลกที่มนุษย์จะสามารถเดินทางกลับไปนมัสการพระเจ้าได้อย่างใกล้ชิด และรับฟังพระสุรเสียงพระองค์ที่ดังมาจากภายในได้อย่างแจ่มชัด 

           แต่ทันทีที่เท้าท่านก้าวย่างสู่โลกภายนอก ภาพแรกที่นักบวชเปโตรได้สัมผัส คือ ผู้คนที่ต่างก้มหน้าก้มตาเดิน ดวงตาจดจ้องที่มือถือ ไอโพน ไอแพต แท็บเล็ต และสารพัดเทคโนโลยีทันสมัยซึ่งท่านไม่เคยพบเห็นมาก่อนหน้านั้น บ้างก็ส่งข้อความกันไปมา บางรายพูดคุยกันโหวกเหวกผ่านจอมือถือโดยไม่สนใจผู้คนรอบกาย เด็กหญิงและเด็กชายเล่นเกมกันอย่างเมามัน ส่วนพ่อแม่ของพวกต่างก็ยุ่งกับการช้อปปิ้ง หรือพูดคุยกับเพื่อนทางอินเทอร์เน็ตจนไม่ได้ใส่ใจดูแลลูกๆ เช่นเดียวกัน 

           ภาพเหล่านี้ทำให้ท่านไปนึกไปถึงซอมบี้ในร่างคนเป็น และคำทำนายของเหล่านักบุญต่างๆ ในอดีต รวมถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับองค์กรอุบาทว์ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงโลก โดยใช้ไมโครซิฟและรหัสปีศาจ 666 เป็นตัวเชื่อมโยง แล้วล่อลวงผู้คนทั่วโลกให้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กร หรือเครือข่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง จากนั้นก็ขยายเครือข่ายออกไปทั่วทุกมุมโลก หากใครขัดแย้ง หรือไม่คล้อยตามทิศทางเดียวกับพวกเขาก็จะถูกผลักไสกลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจของสังคมนั้นๆ 

          “ในอดีตไม่มีใครจะขายจิตวิญญาณของตนอย่างง่ายๆ แม้ศัตรูผู้เข้ามารุกรานที่เกาะหลายครั้ง ทั้งอิตาลี ตุรกี เยอรมันนีเพื่อแย่งชิงแผ่นดินนี้ แต่พวกเราก็ลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องมาตุภูมิไว้อย่างเหนียวแน่น บางคนยอมพลีชีพเพื่อชาติ ในช่วงออตโตมันเข้ามารุกรานเข่นฆ่าชาวเมืองและบังคับให้นับถือศาสนาตามพวกเขา แต่ชาวเมืองก็พร้อมใจกันสละชีพเพื่อปกป้องจิตวิญญาณของพวกเขาไว้” 

           นักบวชชรากล่าวในวงสนทนาตอนเย็นวันหนึ่ง วันนี้แขกเหรื่อยังคงแวะมาเยี่ยมเยียนท่านอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเช่นทุกวัน 

          เหล่าผู้หญิงต่างก็ร้องขอให้ท่านเล่าถึงบรรยากาศภายในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ให้ฟัง เนื่องจากที่นั่นเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับพวกเธอ แค่เพียงได้สดับรับฟังถึงบรรยากาศก็นับว่าเป็นบุญโข ส่วนพวกผู้ชายไม่ค่อยสนใจนัก เพราะบางรายเคยไปสัมผัสมาบ้างแล้ว 

          ในยามบ้านเมืองเศรษฐกิจระส่ำระสายเช่นนี้ เรื่องเด็ดจึงหนีไม่พ้น การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ และลามไปถึงเรื่องสินค้าราคาแพง ถึงตอนนี้จึงได้ทีของพ่อเฒ่าปานาโยติสผู้ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ มาตลอด 

           “ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้วนะครับคุณพ่อ ถ้าเราไม่คล้อยตามโลก ชีวิตก็แย่ ข้าวของกรีกแพง แต่ของพวกเยอรมนีกับจีนกลับถูกกว่า เป็นผมก็ต้องซื้อของถูกอยู่แล้ว” 

           ผู้คนในวงสนทนาหันไปมองตามเสียงแก เห็นชายชรารุ่นราวคราวเดียวกับนักบวชเปโตรกำลังนั่งทอดหุ่ยพุงพุ้ยอยู่มุมระเบียงซึ่งเป็นมุมโปรดของแก 

            “ที่ตาเฒ่าปานาโยสพูดก็ถูกนะครับ ยิ่งตอนนี้ประเทศเราเหมือนกำลังจะล้มลาย บางคนขายที่ดินให้ต่างชาติเพราะเดือดร้อนเรื่องเงิน และรัฐบาลก็ขายโน่นนี่นั่นให้ต่างชาติเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่หยิบยืมมา แถมที่ร้ายกว่านั้นตอนนี้ถึงกับจะขายชื่อมาซิโดเนีย*ที่ชาวกรีกภูมิใจให้ต่างชาติอีก มีข่าวว่าพวกรัฐบาลรับเงินใต้โต๊ะกันเป็นว่าเล่นจากนักธุรกิจข้ามชาติที่หวังเข้ามาป่วนทำลายยุโรปให้ย่อยยับ แล้วแบบนี้จะเรียกว่าพวกเขาขายชาติ หรือขายจิตวิญญาณด้วยรึเปล่าล่ะครับคุณพ่อ” 

        อีเรีย ตาเฒ่านิยมพรรคคอมมิวนิสต์อดที่จะตั้งคำถามบ้างไม่ได้ 

          “ตอนนี้คนรุ่นใหม่เขาไม่ถือกันแล้วล่ะมั้ง ในเมื่อตอนนี้เราก็เข้าร่วมกลุ่มอียูแล้ว เงินก็ใช้สกุลเดียวกัน คนโซนยุโรป ชาวจีนพากันแห่มาซื้อบ้าน ซื้อที่ดินในประเทศเรากันโครมๆ จนแทบจะเป็นที่ดินของต่างชาติไปหมดแล้ว ส่วนพวกเราเองก็พากันอพยพไปอยู่ต่างประเทศกันเยอะเหมือนกัน โลกมันเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เห็นเขาว่ากันว่าต่อไปโลกเราจะเป็นโลกไร้พรมแดน” 

         ซาโตส นักการเมืองท้องถิ่นหัวก้าวหน้ากล่าวเสริมขึ้นอีก 

         ตอนนี้เองที่ทุกคนเริ่มมีสีหน้าแสดงความวิตกกังวลและกังขา เกิดคำถามมากมาย พวกเขาจะกลายเป็นคนขายชาติกันหรือเปล่า? หรือจะกลายเป็นพวกทรยศต่อพระเจ้าไหม? แล้วที่พวกเขาต้องยอมรับเทคโนโลยีมากมายเข้ามาสู่ชีวิตนั่นก็อีกล่ะ อะไรคือถูก อะไรคือผิด เป็นสิ่งที่แม้แต่นักบวชชราเองก็ไม่อาจหาคำตอบที่กระจ่างชัดให้กับพวกเขาได้ เมื่อถึงทางตันและไม่อาจให้คำตอบที่ดีได้ ท่านจึงกล่าวสรุปสั้นๆ เช่นทุกครั้ง 

        “เรื่องนี้ก็มีเพียงแต่พระเป็นเจ้าเท่านั้นที่จะทรงตอบพวกท่านได้…” 

         เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักบวชเปโตรหวนคิดประหวัดไปถึงครั้งที่เดินทางมาอาศัยอยู่หมู่บ้านบนหุบเขาครั้งแรก แต่เพื่อนบ้านคนแรกที่คอยช่วยเหลือ หยิบยื่นน้ำใจแก่ท่าน นำน้ำนมจากแพะ ขนมปัง น้ำมันมะกอก รวมทั้งซีสมาให้ไม่ใช่ผู้นำหมู่บ้าน หรือผู้ที่ชอบยกย่องท่าน ทว่ากลับเป็นพ่อเฒ่าปานาโยติส ชายเลี้ยงแกะที่ถูกชาวเมืองต่างมองว่าเป็นตัวตลก ชอบทำตัวขวางโลก และไม่แยแสต่อพระเจ้า 

            พระเจ้าทำงานอย่างไร ในรูปแบบไหนนั้น นักบวชเปโตรไม่เคยนึกสงสัยเลย พระเจ้าทำงานผ่านสรรพสิ่ง ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์อยู่เสมอ อีกนัยหนึ่งซาตานก็กำลังทำหน้าที่ของมัน โดยการล่อลวง และหลอกล่อมนุษย์อยู่เช่นเดียวกัน ฉะนั้นเรื่องบางอย่างท่านจึงไม่อาจตัดสินได้ในทันทีว่าสิ่งนั้นดีหรือเลว ถูกหรือผิด แต่จิตของผู้ที่ไม่ประมาท และมีศรัทธามั่นในเส้นทางแห่งความดี จึงจะสามารถตีความได้อย่างเป็นกลาง และเที่ยงธรรมเสมอ 

           หลังจากที่นักบวชตัดสินใจรับความช่วยเหลือจากพ่อเฒ่าเลี้ยงแกะครั้งนั้น เมื่อชาวบ้านบางรายทราบข่าว ต่างพากันหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง 

            หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แม้จะเป็นเพียงเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ข่าวจะแพร่ไปเร็วยิ่งกว่าไฟไหม้ลามป่ามะกอกในฤดูร้อน บางคนในหมู่บ้านชอบนำเอาเรื่องนี้ไปนินทาอย่างสนุกปาก บางรายเปรียบเปรยถึงขั้นว่านักบวชเปโตรเปรียบเสมือนด้านสว่าง เป็นตัวแทนแห่งพระเจ้า ส่วนพ่อเฒ่าปานาโยติสเปรียบดังด้านมืด เป็นคนบาปหรือลูกแกะหลงทาง ที่ต้องให้นักบวชชราคอยตักเตือน เคี่ยวกรำ และต้อนกลับสู่เส้นทางที่ถูกที่ควรอยู่เสมอ 

          นักบวชชราระลึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นอย่างเศร้าสร้อย เนื่องจากท่านเห็นว่า คนบาปที่ชาวบ้านนินทานั้นมีความบริสุทธิ์ใจยิ่งกว่าท่านเสียอีก ท่านจึงมักจะกล่าวกับพ่อเฒ่าเลี้ยงแกะบ่อยๆ ว่า 

        “เราเป็นหนี้ท่านเสียแล้ว” 

         พ่อเฒ่าปานาโยติสไม่ใช่คนที่จะเข้าใจในเรื่องปรัชญาลึกซึ้ง หรือเป็นกวีเหมือนนักบวชชรา แต่เป็นคนเถรตรง ชอบพูดจาเสียงดังกระโชกโฮกฮาก ไม่เสแสร้งแกล้งพูดจาหวานหู แต่ถ้าตัดเรื่องเหล่านี้ทิ้งแกก็คือ ชายที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองคนหนึ่ง และเป็นคนดีในสายตาของพระเจ้า นักบวชชราได้ประจักษ์ในความจริงเหล่านี้ ท่านจึงชอบสนทนาเรื่องต่างๆ อย่างตรงไปตรงมากับพ่อเฒ่าอยู่เสมอ พอสนทนาเสร็จ ก่อนลาจากกัน นักบวชชราก็มักจะพูดประโยคเดิมๆ เหมือนเป็นการตอกย้ำชายเลี้ยงแกะว่า

          “เราเป็นหนี้ท่านอีกแล้ว” 

            เวลาผ่านไปจนกระทั่งนักบวชชราย่างเข้าสู่วัยแปดสิบตอนต้น ท่านเริ่มมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจรุมเร้า มีครั้งหนึ่งเมื่ออาการโรคหัวใจได้กำเริบอย่างหนัก ก็ได้ภรรยาท่านกับเพื่อนบ้านอย่างพ่อเฒ่าปานาโยติสเป็นคนช่วยเหลือนำไปส่งโรงพยาบาล พอนักบวชพื้นตัวเล็กน้อย ท่านก็กล่าวกับชายชรารุ่นเดียวกันว่า 

          “เราเป็นหนี้ท่านหนักอีกแล้ว” 

          พอได้ยินนักบวชกล่าวเช่นนี้อีก พ่อเฒ่าเถรตรงจึงถามขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อม 

          “แล้วท่านจะใช้หนี้คืนเมื่อไหร่?” 

             นักบวชอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนตอบอย่างหนักแน่นและมั่นคงนัก 

            “พอท่านหลับไป และตื่นขึ้นในโลกหน้า ตอนนั้นแหละท่านจะได้รับคืนทั้งหมด”

_______________________________
*มาซิโดเนีย เป็นภูมิภาคหนึ่งทางตอนเหนือของกรีซ และยังเป็นชื่อที่ซ้ำกับสาธาณรัฐมาซิโดเนีย ชื่อมาซิโดเนียนี้เป็นชื่อที่ชาวกรีกภาคภูมิใจมากที่สุด เนื่องจากเคยเป็นรัฐที่ถูกปกครองโดยกษัตริย์เป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 (Alexander the Great, 356-323 ปีก่อนคริสตกาล)) แห่งราชอาณาจักรมาเกโดนีอา หรือรู้จักในชื่อ ราชอาณาจักรมาซิโดเนีย (Macedonia)